การดูแลสุขภาพในช่วงหน้าหนาวสำหรับคนวัยทำงาน

โพทัย วิเชียรรัตน์

ในช่วงฤดูหนาวเราอาจเป็นไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัส บางคนที่เป็นโรคภูมิแพ้อยู่เดิม โดยเฉพาะแพ้สิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ในบ้าน เช่น ขนของสัตว์เลี้ยง ตัวไรในฝุ่นก็อาจมีอาการแพ้มากขึ้น โดยอาจมีอาการ จาม น้ำมูกไหล หรือบางคนที่เป็นโรคหอบหืด โรคปอดเรื้อรังอยู่ก่อนแล้วก็อาจมีอาการหอบมากขึ้นได้ โดยเฉพาะ ถ้าติดไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ร่วมด้วย นอกจากนั้นปัญหาเรื่องผิวหนังก็เป็นเรื่องที่พบได้บ่อย เช่น ผิวแห้งคันหลัง อาบน้ำซึ่งพบบ่อยมากในผู้สูงอายุซึ่งมีไขมันใต้ผิวหนังน้อยและต่อมไขมันก็ทำงานลดลงตามอายุ หรือคนที่ผิวแห้ง อยู่เดิมก็อาจคันมากหรือผิวลอกไปเลย บางรายที่เป็นผื่นผิวหนังแพ้อากาศเย็นก็อาจทำให้มีผื่นแพ้อากาศเกิดขึ้นได้ ในช่วงนี้

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดปัญหาเรื่องสุขภาพ

ไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส ซึ่งติดต่อได้ทางระบบหายใจ เช่น ไอ จาม ทำให้เชื้อโรคกระจาย ออกมาในอากาศ หรือจากการที่มีเสมหะ น้ำลายของผู้ป่วยเปื้อนอยู่ตามที่ต่าง ๆ เช่น ลูกบิดประตู ราวบันได แก้ว น้ำ แล้วมือเราไปสัมผัสมาแล้วเผลอไปจับจมูก จับหน้าของเราทำให้เชื่อโรคเข้าจมูกหรือตาได้ ส่วนอาการโรคภูมิแพ้เกิดจากการที่เรามีโอกาสมากขึ้นในการอยู่ใกล้ชิดกับสิ่งที่เราแพ้ เช่น พอฤดูหนาว เราและสัตว์เลี้ยงอาจอยู่ในบ้านมากขึ้น ถ้าเราแพ้ขนสัตว์อาจทำให้เรามีอาการมากขึ้น หรือเรานอนมากขึ้นในฤดู หนาวทำให้แพ้ตัวไรในฝุ่นตามที่นอน หมอน มุ้งมากขึ้น สำหรับอาการผื่นแพ้อากาศเย็นหรือคันตามผิว คัน แห้ง ลอกนั้นเกิดจากอากาศที่เย็นโดยตรง

โรคที่มีผลกระทบต่อสุขภาพมากที่สุด

โรคไข้หวัดใหญ่เป็นโรคที่พบว่ามีผลกระทบต่อสุขภาพมากที่สุดในฤดูหนาว เพราะเป็นโรคที่อาจเกิดผล แทรกซ้อนได้ และอาจมีผลกระทบต่อประชาชนจำนวนมากได้ โดยเฉพาะถ้ามีการระบาด โดยประเทศไทยมีผู้ป่วย เป็นโรคนี้ปีละ 20,000 – 50,000 คน/ปี บางรายเพลียมาก มีไข้สูง ปวดเมื่อยตามตัวมากจนต้องพักรักษาตัวใน โรงพยาบาลหรือหยุดงาน และมีบางรายที่เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบ ทำให้ต้องนอนโรงพยาบาล หรือ บางรายถึงแก่ชีวิต ซึ่งมักเป็นผู้ป่วยสูงอายุแต่พบไม่บ่อย เสียชีวิตปีละไม่กี่รายจากจำนวนคนที่ป่วยหลายหมื่นคน สำหรับอาการของโรคไข้หวัดใหญ่จะคล้าย ๆ กับโรคไข้ชนิดอื่น ๆ คือ มีไข้ ไอ จาม มีน้ำมูก ระคายคอ แต่ถ้ามีไข้ มากหรือปวดเมื่อยตามตัวมากต้องระวังว่าอาจเป็นไข้หวัดใหญ่ได้โดยโรคนี้พบได้ทุกวัยตั้งแต่เด็กจนถึงผู้สูงอายุ

ประชาชนกลุ่มวัยทำงานต้องระมัดระวังและดูแลสุขภาพของตนเองอย่างไร สภาพอากาศของประเทศไทยที่หนาวเย็นลง โดยเฉพาะในภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือจะหนาว เย็นกว่าภาคอื่นๆ กลุ่มประชาชนที่น่าห่วงคือผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคหอบหืด ซึ่งกลุ่มเหล่านี้มีภูมิต้านทานต่ำอยู่แล้ว และมีแนวโน้มเสียชีวิตจากภัยหนาวสูงกว่ากลุ่มที่ ไม่มีโรคประจำตัว โดยปกติผู้ที่เป็นโรคเรื้อรังต้องดูแลตนเองใน 3 เรื่องสำคัญคือ อาหาร การออกกำลังกาย และกิน ยาควบคุมอาการอยู่แล้ว แต่เมื่อถึงฤดูหนาว ผู้ที่เป็นโรคประจำตัวโดยเฉพาะ 3 โรคดังต่อไปนี้คือ เบาหวาน ความ ดันโลหิตสูง และโรคหัวใจ ซึ่งทั่วประเทศมีประมาณ 6 ล้านคน ต้องเพิ่มการดูแลตนเองเป็นพิเศษ เนื่องจากเมื่อ อากาศหนาวเย็น ความชื้นในอากาศลดลง ผิวหนังจะแห้งและคัน เมื่อเกาจะทำให้ผิวหนังอักเสบง่าย โดยในกลุ่ม ผู้ป่วยเบาหวาน เมื่ออากาศเย็นลงระดับน้ำตาลสะสมในเลือดจะเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นลงเร็วกว่าปกติ นอกจากนี้ ยังพบว่าอุณหภูมิที่ลดลงจะเพิ่มความเครียดต่อร่างกาย มีผลให้ความดันโลหิตเพิ่มขึ้น เพราะเลือดมีความหนืดขึ้น ส่งผลให้หัวใจทำงานหนักขึ้นเพื่อสูบฉีดโลหิตไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย โดยอุณหภูมิที่ลดลง 1 องศาเซลเซียสจะเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจเฉียบพลัน (heart attack) ได้ถึงร้อยละ 2 ทั้งนี้ ในการดูแลสุขภาพในช่วงฤดูหนาว ขอให้ผู้ป่วยโรคเรื้อรังปฏิบัติตัวดังนี้

  1. ดูแลร่างกายให้อบอุ่น โดยการสวมหมวกไหมพรม เสื้อคลุมกันหนาว ใส่ถุงมือถุงเท้า และรองเท้าที่ใส่สบาย ควรทาผิวด้วยโลชั่นที่มีส่วนผสมของมอยส์เจอร์ไรเซอร์วันละหลายๆครั้ง เพื่อป้องกันการสูญเสียน้ำและผิวแห้ง ในผู้สูงอายุและผู้ที่มีความเสี่ยงควรฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ และหลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่มีคนแออัด การระบายอากาศไม่ดี
  2. รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เน้นอาหารที่รสไม่จัด หลีกเลี่ยงขนมหวาน อาหารไขมันสูง เลือกอาหารปรุงสุกแล้ว รวมทั้งธัญพืช ผัก ผลไม้สดที่หวานน้อย ที่สำคัญควรหลีกเลี่ยงการดื่มสุราเพื่อแก้หนาวเพราะไม่สามารถช่วยได้
  3. ให้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยวันละ 30 นาที 5 วันต่อสัปดาห์ สามารถออกกำลังกายในที่ร่ม เช่น โยคะ เต้นแอโรบิก หรือในที่กลางแจ้งในช่วงที่ไม่มีแดดจัดและไม่มีลมพัดแรงสำหรับผู้สูงอายุควรออกกำลังกายโดยการเดินเร็วหรือยืดเหยียดร่างกาย
  4. หมั่นตรวจเช็คค่าความดันโลหิต ระดับน้ำตาลในเลือด และควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม
  5. รับประทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด 6.พักผ่อนให้เพียงพอ โดยสวมใส่ชุดนอนที่อบอุ่นและห่มผ้าให้เหมาะสมกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง
วิธีการดูแลสุขภาพในช่วงหน้าหนาวสำหรับคนวัยทำงานควรปฏิบัติตนอย่างไร
  1. เลือกทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ นอกจากอาหารที่ปรุงสุกใหม่จะสด สะอาด อร่อย เสี่ยงพบอาหารเน่าเสีย หรือแบคทีเรียที่ทำให้เกิด อาการท้องเสีย ท้องร่วงได้น้อยกว่าแล้ว อาหารอุ่นๆ ร้อนๆ ยังดีต่อการให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายอีกด้วย
  2. ดื่มน้ำอุ่น น้ำสมุนไพร น้ำอุ่น และน้ำสมุนไพรที่มีรสเผ็ดร้อน อย่าง น้ำขิง นอกจากจะช่วยให้ร่างกายรู้สึกอุ่นขึ้น บรรเทาความ หนาวเย็นได้เป็นอย่างดีแล้ว ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของระบบไหลเวียนโลหิตอีกด้วย
  3. ทานผัก และผลไม้รสเปรี้ยว ผัก และผลไม้รสเปรี้ยวอย่าง ส้ม มะนาว องุ่น ส้มโอ สตรอว์เบอร์รี และอื่นๆ มักมีวิตามินซีสูง นอกจากจะ ช่วยต่อสู้กับโรคหวัดได้เป็นอย่างดีแล้ว ยังช่วยบรรเทาอาการไอ และทำให้ชุ่มคอได้อีกด้วย
  4. ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ นอกจากจะทานนู่นทานนี่เพิ่มแล้ว ก็อย่าลืมทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ด้วย แม้ว่าอากาศจะเริ่มหนาว แต่ก็ ไม่ได้หมายความว่าให้เราทานไขมันจากสัตว์ แป้ง และน้ำตาลเข้าไปมากๆ เพื่อช่วยให้คลายหนาว เพราะจริงๆ แล้วบ้านเราก็มีอากาศหนาวเย็นได้ไม่นาน แต่ไขมัน แป้ง และน้ำตาลที่เข้ามาแล้ว กว่าจะออกไปจากร่างกายมัน นานกว่ามาก ดังนั้นควรทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ไปเลยดีกว่า
  5. ออกกำลังกาย และพักผ่อนให้เพียงพอ เชื้อโรค แบคทีเรีย และไวรัสต่างๆ จะไม่สามารถเข้ามาทำร้ายร่างกายของเราให้เจ็บไข้ได้ป่วยได้ ถ้าเรามี ภูมิคุ้มกันโรคที่ดี เสมือนเรามีทหารที่แข็งแรง และมีฝีมือคอยประจำการอยู่ที่หน้าประตูเมืองตลอดเวลา วิธีที่จะทำ ให้ทหารเหล่านี้แข็งแรงอยู่เสมอ ก็คือการออกกำลังกายเป็นประจำ และพักผ่อนให้เพียงพอนั่นเอง
  6. ระวังการก่อไฟ บ้านที่ใช้วิธีให้ความอบอุ่นแก่สมาชิกภายในบ้านด้วยการล้อมวงผิงไฟข้างกองไฟที่จุดเอาไว้ ขอให้ ระมัดระวังให้ดี เพราะระหว่างที่ผิงไฟอยู่ อาจเกิดอุบัติเหตุไฟไหม้ หรือไฟลวกขึ้นได้
  7. ไม่ดื่มแอลกอฮอล์แก้หนาว เครื่องดื่มที่เป็นน้ำอุ่น และน้ำสมุนไพรรสชาติเผ็ดร้อนเท่านั้นที่จะช่วยเพิ่มความอบอุ่นให้แก่ร่างกายได้ เพราะหากเป็นผู้ที่ร่างกายไม่แข็งแรงเต็มที่ มีโรคประจำตัวที่อาจจะรู้อยู่แล้ว หรือเป็นมาโดยตลอด แต่ไม่เคยเข้ารับ การตรวจให้รู้ อย่างโรคมะเร็ง หรือโรคหัวใจ การดื่มแอลกอฮอล์แก้หนาวอาจส่งผลให้เสียชีวิตกะทันหันได้ นอกจากนี้แอลกอฮอล์ยังมีฤทธิ์ไปขยายหลอดเลือดบริเวณผิวหนัง มือ เท้า ทำให้เลือดไหลเวียนดี ทำให้รู้สึกว่า ร่างกายอุ่นเฉพาะในตอนแรก แต่เมื่อเส้นเลือดขยาย กลับทำให้ร่างกายสูญเสียความร้อนได้ง่ายขึ้น และฤทธิ์ แอลกอฮอล์อาจทำให้ง่วง และหลับท่ามกลางความหนาวจนเสียชีวิตได้เช่นกัน

แม้ว่าเมืองไทยจะไม่ได้มีอากาศหนาวเย็นยาวนานเหมือนประเทศอื่น แต่เมื่ออากาศมีการเปลี่ยนแปลง ก็ต้อง ดูแลสุขภาพให้ดี จะได้ไม่เป็นหวัด ไม่มีไข้กันนะคะ